รู้จักกับ Himalaya ธุรกิจติด Top 5 ในอินเดีย

รู้จักกับ Himalaya ธุรกิจติด Top 5 ในอินเดีย

ถ้าลองถามคนไทยเกี่ยวกับแบรนด์ Himalaya เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักแน่ ๆ เพราะมีสินค้าหลายตัวที่ค่อนข้างติดตลาดไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนึกถึง ‘ครีมทาใต้ตา’ หรือไม่ก็ ‘Lip Balm’ ถ้าพูดถึงแบรนด์นี้ของอินเดีย แต่ความเลอค่าของแบรนด์นี้ไม่ได้มีดีแค่ครีมทาใต้ตา หรือลิปมันหลอดจิ๋วเท่านั้น ภาพจำของคนอินเดียและในหลายประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับ ‘Himalaya’ก็คือเป็นแบรนด์ที่คิดค้นและเชี่ยวชาญในการพัฒนา ‘ศาสตร์อายุรเวช’ และติดเป็น Top 5 ของแบรนด์เครื่องสำอางในอินเดียติดต่อกันหลายปีซ้อน

ส่วนประวัติของแบรนด์นี้เรียกว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน แถมยังก่อตั้งมาแล้วถึง 90 ปี เก่าแก่ใช่เล่น ด้วยจุดยืน ณ ปัจจุบันที่อยู่อย่างมั่นคงยิ่งทำให้เราอยากรู้ที่มาที่ไปของแบรนด์มากขึ้นว่า มีกลยุทธ์หมัดเด็ดอะไรถึงทำให้ยัง strong มากบนสมรภูมิอุตสาหกรรมสกินแคร์ และเครื่องสำอางได้อย่างทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นแบรนด์เกิดจาก ‘ความบังเอิญ’

ย้อนไปก่อนปี 1930 ใครจะเชื่อว่าจุดกำเนิดของแบรนด์ที่ชื่อว่าHimalaya จะเกิดจาก ‘ความบังเอิญ’ ของ Mr.Mohammed Manal ชายชาวอินเดีย และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งในระหว่างที่เขาเดินทางไปประเทศเมียนมา และได้ไปเจอกับช้างตกมันที่กำลังหัวเสีย แต่มันเริ่มสงบลงหลังจากที่ชาวบ้านแถว ๆ นั้นให้มันกินสมุนไพรชนิดหนึ่งเข้าไป ซึ่งสมุนไพรตัวนั้นก็คือ Rauwolfia Serpentina หรือ ระย่อมน้อย

ความอยากรู้อยากเห็นที่เกิดจากจุดเล็ก ๆ ของเขา เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขารักในการค้นคว้า วิจัย ทดลองพืชชนิดนี้ จนในที่สุดได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น ชื่อว่า The Himalaya Drug Company ในปี 1930 และต่อมาได้เปิดตัว ‘ยาลดความดันโลหิตจากธรรมชาติ 100%’ หรือยา Serpina เป็นตัวแรกของโลกในปี 1934

นอกจากนี้ ยังมียา LIV 52 ที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคตับซึ่งติดเป็น best seller หลายปีในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และอีกหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งพูดได้ว่า จุดเริ่มต้นจากความสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ บวกกับความมุ่งมั่นและทำต่อ ทำให้ในปัจจุบันแบรนด์Himalaya จำหน่ายสินค้าไปทั่วโลกกว่า 90 ประเทศแล้ว

คติของ ‘Himalaya’ความรู้วิทยาศาตร์ + ธรรมชาติเสมอ!

เราจะเห็นว่าช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจในวงการเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ต่าง ๆ เริ่มมุ่งมั่นไปที่ความเป็น ‘ออร์แกนิก’ มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยนักวิจัยของ Grand View Research ได้ประเมินภาพรวมของธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ไว้ว่า จะเป็นยุคของออร์แกนิคทุกอย่างเป็นส่วนผสมของธรรมชาติเกือบทั้งหมด หรือ 100%

โดยมองว่าภายในปี 2027 สินค้าหมวดบิวตี้ที่เป็นออร์แกนิคจะแตะระดับ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (จาก 15,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020)

แต่สำหรับHimalaya brand จุดยืนความเป็นออร์แกนิค เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท โดย Manal จะย้ำคำๆ นี้เสมอว่า “วิทยาศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย หรือศาสตร์ที่เก่าแก่จะต้องถูกนำไปใช้ในสังคมสมัยใหม่ และสินค้าของHimalaya จะต้องมาจากธรรมชาติ 100% เท่านั้น แต่เราจะนำเสนอความเป็นธรรมชาติด้วยรูปแบบของวิทยาศาสตร์ ผ่านความคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรองมาก่อนแล้ว”

ขณะที่ในปัจจุบันโปรดักซ์ของHimalaya รวมหมวดหมู่ทั้งหมดมีประมาณ 300 ประเภททั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ไปจนถึง สินค้าสำหรับผู้สูงวัย เด็ก ไปจนถึง สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

ทั้งนี้ มาร์เก็ตแชร์ประมาณ 42% ของสินค้าHimalaya ที่ครองตลาดทั่วโลกส่วนใหญ่เป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลริมฝีปาก-ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้า เป็นต้น

Himalaya ทำงานกับ ‘แพทย์พาร์ทเนอร์’ – ตั้งศูนย์ R&D ต่างแดน

วิธีการรักษาคุณภาพและพัฒนาโปรดักซ์ของHimalaya ไม่ได้หยุดอยู่ตรงที่ในเขตดินแดนของอินเดียเท่านั้น แต่ตลอดที่ดำเนินธุรกิจจนถึง 90 ปีนี้ Himalayaได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ในวงการแพทย์กว่า 400,000 คนทั่วโลกเพื่อร่วมการันตีสินค้า ทำแบบนี้อยู่หลายสิบปี

นอกจากนี้ กลยุทธ์ทางการตลาดHimalaya ที่ผ่านมาจะเน้นไปที่ ‘touch & feel’ สื่อสารโดยตรงไปถึงผู้บริโภค รับฟังเสียงของผู้บริโภค และเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า และที่สำคัญHimalaya ใช้วิธีเปิดพื้นที่ส่วนกลางในเว็บไซต์หลักของHimalaya เพื่อให้ผู้ใช้สินค้าสามารถแนะนำได้โดยตรง รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับแนะนำ และให้เกล็ดความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกับHimalaya

ที่จริงยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจในด้านการรักษาคุณภาพให้คงระดับเดิม นั่นก็คือ การเปิดศูนย์วิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ อย่างล่าสุดที่Himalaya ได้เปิดศูนย์ R&D ในดูไบ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่แห่งที่ 5 ของHimalaya (สหรัฐฯ, ยุโรป, สิงคโปร์, อเมริกาใต้, ดูไบ) และมีออฟฟิศในอีกหลายประเทศ รวม ๆ แล้วกว่า 106 ประเทศทั่วโลก

สร้าง Branding ด้วยการตลาดแบบ 4Ps

ทางบริษัทHimalaya เปิดเผยว่า 4 กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้มาตลอด 90 ปี นั่นก็คือ 4Ps ซึ่งย่อมาจาก Price – Product –  Promotion – Place

โดยกลยุทธ์ง่าย ๆ ใน 4 รูปแบบนี้สามารถครอบคลุมการตลาดในทุกยุคทุกสมัยแล้ว แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนหรืออัพเกรดให้ทันสมัยขึ้นบ้าง ตัวอย่างเช่น ‘Place’ ช่องทางสำหรับการสร้างแบรนด์ดิ้ง หรือการโฆษณาว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพียงพอแล้วหรือไม่ จากที่แบรนด์อาจจะเคยโปรโมตสินค้าหรือโปรโมชั่นต่างๆ ทางรายการโทรทัศน์ หนือหนังสือพิมพ์เท่านั้น พอยุคสมัยเปลี่ยนไปการกระจายการรับรู้ของแบรนด์อาจเบนไปทางช่องทางอื่นร่วมด้วย เช่น ทางออนไลน์

หรือแม้แต่ ‘การตั้งราคา’ (Pricing) ซึ่งทางHimalaya แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง ‘ราคาย่อมเยาว์’ ไม่แพงจนเกินเหตุ มีราคาสมเหตุสมผลมากที่สุดอีกแบรนด์หนึ่งในโลก ทั้งนี้ ผู้ก่อตั้งบริษัทเคยพูดเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่ล้วนมาจากธรรมชาติจะมีราคาที่สมเหตุสมผลของมัน แต่ก็ไม่ใช่ความแพงเกินเหตุ จนคนรู้สึกว่าเอื้อมไม่ถึง”

นอกจากนี้ ขั้นตอนในการชำระเงินก็สำคัญไม่น้อย เพราะในแต่ละประเทศความพร้อมในการใช้ระบบดิจิทัลไม่เหมือนกัน รูปแบบการจ่ายเงินก็ต่างกัน ดังนั้น ขั้นตอนการจ่ายเงินก็ต้องสอดคล้องและให้ความสะดวกสบายกับพฤติกรรมคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ด้วย จึงจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แบรนด์สามารถนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคได้ “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับลูกค้า เราต้องใส่ใจให้มาก ไม่ละเลย”

อาการคันเครา ความลำบากของผู้ชาย ที่มีวิธีแก้!! มีผู้ชายหลาย ๆ คนที่มักจะชอบไว้เครา จัดแต่งให้สวยงาม และดูแลความสะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากการไว้เคราถือเป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่แม้จะรักษาความสะอาดมากขนาดไหน อาการคันเครา ก็มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : ทำความรู้จักกับ 5 หนุ่ม CIX จากค่าย C9 Entertainment